จริง ๆ ก็กะจะตามหาตั้งแต่แรกแล้วนะ แต่ที่เตะถ่วงมาจนทุกวันนี้ ก็เพียงเพราะเวลาไม่มี บวกกับไม่คิดว่าจะเกิดผลอะไรด้วย เลยปล่อยให้เรื้อรังมาจนตอนนี้
แต่ตอนนี้แล้ว จะปล่อยไว้ก็ไม่ได้ ต้องตามหา “มือปืน” ที่ยิงผมให้เจอเสียแล้ว
จริง ๆ ก็กะจะตามหาตั้งแต่แรกแล้วนะ แต่ที่เตะถ่วงมาจนทุกวันนี้ ก็เพียงเพราะเวลาไม่มี บวกกับไม่คิดว่าจะเกิดผลอะไรด้วย เลยปล่อยให้เรื้อรังมาจนตอนนี้
แต่ตอนนี้แล้ว จะปล่อยไว้ก็ไม่ได้ ต้องตามหา “มือปืน” ที่ยิงผมให้เจอเสียแล้ว
มีใครเริ่มคุ้น ๆ กับ ชื่อ Storify กันบ้างไหมครับ?
Storify เป็น social tool ตัวใหม่ที่เพิ่งมาได้ไม่นานนัก คนไทย เพิ่มเริ่มใช้ได้ไม่กี่คน
ผมเองตอนแรกก็ยังรู้สึกว่า “มันเกิน” หาประโยชน์จริงไม่ได้อยู่เหมือนกัน
แต่พอมอง concept แล้วก็เริ่มลองใช้แล้วก็พบว่า "
“มันมีดีอะไรมากกว่านั้น”
ดีอย่างไร? สะดวกกับผมอย่างไร? ไปดูกันเลยครับ
หายหน้าหายตาไปแบบจริง ๆ ได้ร่วม กว่าครึ่งเดือน blog ตอนสุดท้ายที่เขียนแบบมีน้ำมีเนื้อ เอาเข้าจริง ๆ ก็ ตั้งแต่ช่วง สงกรานต์ หลังจากนั้นมาก็เขียนประหนึ่งผ่าน ๆ ไป ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรจริง ๆ จัง เหตุผลก็เดิม ๆ ครับ ไม่มีอะไรพิเศษ คือ “งานเยอะ” เป็นเหตุ เป็นผลที่ simple มาก
ผมไม่ได้แบกงานกลับมาทำที่บ้าน หรือ ทำวันหยุดด้วยดอกครับ มีงานที่ต้องรับผิดชอบแบบ on mobile บ้าง แต่ไม่ได้ทำตลอด เพียงแต่ เวลา และ สังขารที่จะเขียน blog มันไม่อำนวยเท่านั้นเอง
อย่างที่ทราบว่าผมเขียนตามอารมณ์ ตามความพอใจ ไม่ได้ เขียนเพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ที่ต้องเขียน ถ้าเขียนแบบนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับ หุ่นยนต์ เขียน blog งั้นแหละ ดังนั้นแล้ว ถ้าไม่พร้อมจริง ๆ ไม่ได้อยากบอกจริง ๆ ผมก็ไม่ได้เขียน
ผมทำงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน หกโมงเย็น มีบ้าง ที่ประชุมยาว เลิกไปเกือบสองทุ่ม
ผมตื่นประมาณ ตีห้าครึ่ง ลุกมาทำกับข้าวทานข้าว ออกจากบ้านไปทางานตอน 7 โมง ถึง office ก่อนเวลานิดหน่อย
เลิกงานหกโมง ถึงบ้านก็ราว ๆ สองทุ่ม
วันหนึ่ง วันหนึ่งก็นะ เวลาไม่เหลือเท่าไหร่ เหนื่อยนัก ก็พัก ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น แถม สอง week ที่ผ่านมาเจอปัญหา com พังอีก เป็นวิบากกรรมมาก กับ com เครื่องนี้
เออ งั้นเอาเรื่อง “การซื้อ com ใหม่” มาเล่าเป็น อุทาหรณ์แล้วกัน "
วางเรื่องที่ผมโดน สาวก android ถล่มไปก่อนนะครับ ผมเลือกที่จะ “วางเฉย” เพราะทราบดีว่า
“Geek android นั้น เข้าขั้นอัจฉริยะ เก่ง กล้า สามารถ ทำได้ทุกเรื่อง เข้าใจได้ทุกอย่าง ยกเว้น หัวอก และ ความรู้สึกของ end user เท่านั้นเอง”
ดังนั้นแล้ว ไม่มีเหตุผลใด ที่จะไปบอกให้ อัจฉริยะ มาเข้าใจความคิดของคนธรรมดาได้ งั้นจบไปครับ เชิญ เชิดชูบูชา geek phone ต่อไป ไม่ต้องพัฒนาให้มันดีขึ้น และ ใช้ง่ายขึ้น โดยยึดติดกับคำว่า
“ขอกูดีแล้ว ของกูดีที่สุด กูไม่คิดจะพัฒนาต่อ”
วันก่อนผมเปิด facebook ไปตามปรกติ พร้อมกับความคิดที่ยังคิดไม่ตกว่า “จะทำเช่นไรดีกับบางเรื่อง?” เรื่องงาน หรือ เรื่อง blog ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะว่า งานคืองาน blog ก็เมื่อว่าง หรือ มี mood พอ (ไม่ใช่เมื่อมี idea เพราะมันมีเต็มหัว แต่ไม่ได้เขียน)
แล้วก็ปะเหมาะไปเจอ post นี้ บน facebook พอดี
อ่านไม่ผิดครับ ผมขอกลับลำกันตรงนี้เลย เพราะหลังจากที่ผมประสบพบเจออะไรต่อมิอะไรมาเยอะ ทำให้ได้รู้ว่า android นั้นเป็นอะไรทีดีมาก ๆ ทำได้ทุกอย่าง ถ้าจะทำให้ดี ก็ ดีเลิศเลอ ชนิดที่ว่าไม่มีใครสู้ได้เลยก็ว่าได้
เพียงแต่ว่า ทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นมันทำได้เลยครั้ง
วันนี้ใครยังไม่เปียกบ้างครับ?
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไป ลั้ลลาสงกรานต์มาเรียบร้อยแล้วครับ ทั้งนี้ เพราะปีที่ผ่าน ๆ มา ผมไม่เคยได้เล่นกับเขาเสียที ทำงาน ทำงาน และทำงาน ด้วยเหตุที่ว่า
“หยุดไม่ได้นะ ไม่มีคนทำงาน”
“คนไม่พอ”
“ไม่คนทำแทนนาย”
อีกสารพัดเหตุผล ที่ทำให้ไม่ได้ไป แล้วก็ยืนง่าวทำงานมาตลอดทุกปี
แต่ไหนก็ไหนแล้ว ปีนี้ได้หยุด ได้เที่ยวอย่างเต็มที่ (ขอบคุณ boss คนปัจจุบันครับ) งั้นก็ขอสุดเหวี่ยงกับอิสระนี้หน่อยแล้วกัน ไปทั้งที่ต้อง มอเตอร์ไซด์ แล้วก็ไปให้หลายที่ เอาให้มันส์กันไปเลย
ได้ ฤกษ์ เปลี่ยน Life Style เสียทีครับ จากเดิม ๆ ที่ใช้ mouse แบบมีสาย ก็ต้องมาเปลี่ยนเป็นแบบ wireless เสียที
เดิมผมเคยใช้ wireless mouse มาครั้งหนึ่งแล้วครับ แต่พบว่า ไม่ค่อยมีประโยชน์กับชีวิต ทั้งหนัก ทั้งขยับไม่ได้ดั่งใจ แถมหล่นง่ายอีกต่างหาก นั่นก็เพราะว่า life style ตอนนั้น ผมยังใช้แค่ Desktop อยุ่ครับ ไม่ได้ move ตัวเองไปไหน สายก็เลยไม่ใช่อะไรที่เกะกะสักเท่าใดนัก และ เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน (น่าจะเกินสิบ) wireless mouse นั้น คุณภาพยังไม่ค่อยดี แถมหนักอีกต่างหาก การใช้งานจึงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ ชีวิตมันเปลี่ยนไปครับ ผมต้องใช้ notebook แถม move ไป move มา ไอ้การมีสายนี่ มันเกะกะ มาก ก็เลยคิดว่าคงต้องหา wireless ไว้ใช้สักตัว
แล้วก็มาลงเอย กับเจ้านี่แหละครับ
วันก่อนโน้น ผมไปเดินซื้อของใน gourmet market ที่่ siam paragon ตามปรกติ ไอ้ที่ไปซื้อก็ไม่ใช่อะไรดอกครับ ไปตามหา pepsi max นั่นเอง อดอยากปากแห้งมานาน หาดื่มไม่ได้เลย เลยทำให้เจอ super ที่ไหน ก็เป็นต้องแวะไปหาดูสักครั้ง เผื่อว่าจะเจอบ้าง แต่ก็แน่นอนครับว่าครั้งนี้ ผมไป ก็ไม่เจอ ถ้าใครเจอกรุณาชี้เป้าบอกผมด้วยแล้วกันครับ
ครั้งนี้ไป ไม่ได้อะไรตามเป้า เลยซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันนิดหน่อย แล้วก็ไปจ่ายเงิน ไอ้ตอนจ่ายเงินนี่แหละ ที่ผมต้องตกใจ เพราะมี ฝรั่งคนหนึ่ง ถือ Mentos หลอดยักษ์อยู่ในมือ ใหญ่แค่ไหนหรือครับ? เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 2” ความยาวร่วม 30 cm
ตอนนั้นผมก็แปลกใจ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ mentos ทำ size นี้มาแล้วหรือ? ชาติไหนจะทานหมด? หันไปหันมา ไม่ใช่แค่คนเดียวที่ถือ แต่มีหลายคนด้วยกัน
“อะไรกัน mentos ยักษ์ ได้รับความสนใจขนาดนี้เลยหรือ? ทำไมผมไม่รุ้เรื่องเลย”
เท่าที่ผมตรวจสอบดู พบว่า มีหลาย ๆ สื่อ หลาย ๆ ที่มาก ที่ยก Samsung Series 5 เป็น ultrabook กันเพียบ เพราะความบาง และ เบา ของมันนั่นเอง เอาจริง แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นว่า ใครเห็น notebook ตัวบาง และ เบา ก็ เรียกมั่วซั่วเป็น ultrabook ไปเสียทั้งสิ้น
แต่ผมขอบอกก่อนเลยนะครับว่า Samsung Series 5 ไม่ใช่ Ultrabook มันเป็นแค่ Notebook ที่บาง และ เบา จนใกล้เคียงกับ Ultrabook ทำให้คนเข้าใจผิดเท่านั้นเอง